[EWAW] Potsdam

posted on 03 May 2013 12:50 by the-kikii
(ตื่งปูไม่ทน //โดนตบ)
(แบบว่าไม่มีเวลามากๆเลยขออัพทิ้งไว้ก่อนนาTvT)
 
 
 
 
(ในดร๋อผมไม่เหลืองขนาดนั้นนาลงพลาดลง OTL)
 
ติดบัตร #พร่อม

ชื่อเมือง Potsdam

ทวีป Europe

ประเทศ Germany

 

ธงประจำเมือง

 

 

อันนี้ตราสัญลักษณ์

 

 

ที่ตั้ง

 

(ขยายเพื่อฟามชัดเจน ติ่ง แดงๆน้อยๆตรงนั้นแหละจ๊ะ /ที่ว่างตรงกลางคือเบอร์ลิน)

ชื่อมนุษย์ Gero  Beilschmidt (เจโร ไวท์ชมิท) /จะเรียก เจโร่ เกโร่ เกโระ อะไรก็ได้ #ผิช (แต่ออกเสียงแบบเยอรมันก็เจโรเนี่ยละ)

อายุ 17

ส่วนสูง 173

น้ำหนัก 60

เพศ ชาย

แผนการเรียน สายวิทย์

ลักษณะเมือง

พอทสดัมแต่เดิมถูกเรียกว่า “Poztupimi” โดยชาวสลาฟตะวันตก แปลว่า “ใต้ต้นโอ๊ค” (อันนี้แอบงงนิดหน่อยแง TvT) จนปัจจุบันกลายเป็น “Potsdam” อย่างที่เห็น พอทสดัมเป็นเมืองหลวงของรัฐบรันเดนบูร์ก ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Havel, 24 กิโลเมตร (15 ไมล์) ตะวันตกเฉียงใต้ของใจกลางเมืองเบอร์ลิน ที่ตั้งปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่สร้างบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่จากยุคน้ำแข็งช่วงสุดท้าย  ปัจจุบันเมืองมีเป็นพื้นที่สีเขียวอยู่สามในสี่จากพื้นที่ในเมืองทั้งหมด มีแม่น้ำและทะเลสาบรอบ ๆเมือง

(สวยเนอะ//////)

จุดเด่นของเมืองอยู่ที่ภายในเมืองแต่ละฝั่งมีทั้งพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์และอาคารตึกขนาดใหญ่ที่ทันสมัย ทำให้พื้นที่ในแต่ละเมืองมีความแตกต่างกันมาก เรียกได้ว่า “ความหลากหลายในความสามัคคี” (ชะวิ้ง)

ภายในพอทสดัมมีทั้งที่พำนักของกษัตริย์ปรัสเซียและเยอรมัน รอบเมืองเต็มไปด้วยทะเลสาบที่เชื่อมต่อกันและสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำกัน และมีมรดกโลกมากมาย
 

ในส่วนตะวันออกเฉียงใต้ของพอทสดัมเป็นสตูดิโอภาพยนตร์ที่สำคัญมากในการผลิตก่อนจะมีสงครามและประสบความสำเร็จที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของการผลิตภาพยนตร์ยุโรป ตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน Filmstudio Babelsberg ก็เป็นฟิล์มสตูดิโอที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

 

(จริงแล้วที่นี่สตูเยอะมากกก แต่ขออนุญาตลงแค่ภาพเดียว OTL)

นอกจากนั้น พอทสดัมยังพัฒนาเป็นศูนย์กลางของวิทยาศาสตร์ในประเทศเยอรมนีจากศตวรรษที่ 19 ซึ่งปัจจุบันนี้มีสามวิทยาลัยของรัฐและสถาบันการวิจัยกว่า 30 แห่งในเมือง

 

ประวัติเมือง

ในศตวรรษที่ 7 เดิมทีที่นี่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวสลาฟตะวันตกมาก่อน

- ปี 993 มีบันทึกว่าเมืองพอทสดัมก่อตั้งขึ้นมาโดยชาวสลาฟตะวันตกในชื่อ “Poztupimi”

- ปี 1317-1345 พอทสดัมได้กลายเป็นเมืองอย่างเป็นทางการ

- ปี 1415 ได้ถูกปกครองโดยตระกูล Hohenzollern เป็นต้นมา (เป็นครอบครัวขุนนางและราชวงศ์ของกษัตริย์ปรัสเซีย) หลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนชื่อเมืองจาก "Poztupimi" เป็น "Potsdam"

- ปี 1618 - 1648 ในปีนั้นเอง พอทสดัมกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร " บรานเดนบวร์ก-ปรัสเซีย" (ได้พบมาเรีย ////ไม่) เกิดสงครามสามสิบปี ในช่วงนั้นพอทสดัมเป็นเมืองเล็กๆไม่มีทหารไม่มีอะไรป้องกันตัวเองได้เลย เป็นพื้นที่โล่งๆทำให้กลายเป็นสนามรบของสงครามนี้ไป ผลจากสงครามทำให้พอทสดัมสูญเสียประชากรไปเกือบครึ่งรวมทั้งบ้านเมืองที่ยับเยินไม่เป็นท่า

- ปี 1660 เมืองพอทสดัมกลายเป็นที่ประทับล่าสัตว์ของ Frederick William I ในช่วงนี้พอทสดัมเริ่มกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งล่ะ!

- ปี 1675 กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรปรัสเซีย พอทสดัมยังเป็นที่ตั้งค่ายของทหารปรัสเซีย มีการจัดตั้งกองทัพในชื่อ "Potsdam Giant"

 

(แต่งตัวแบบนี้เลย เกณฑ์คนที่มีความสูงมากกว่า  6  ฟุตเข้ากองทัพ) ซึ่งประชาชนปรัสเซียนเรียกกองทัพพวกนี้ว่า "Lange Kerls" (จากกูเกิ้ลน่าจะได้ใจความว่าผู้ชายสูงๆ ไม่ชัวร์เหมือนกัน อาจเป็นมุขซัมติง ;v; /โดนชก)

- ปี 1685 เมืองพอทสดัมกลายเป็นด่านตรวจคนเข้าเมืองศูนย์กลางของยุโรป เมืองพอทสดัมประกาศเปิดเสรีทางศาสนาจึงดึงดูดผู้คนจากทั้งฝรั่งเศษ รัสเซีย เนเธอร์แลนด์ และโบฮีเมียเข้ามามากมาย ทำให้ประชากรในเมืองเพิ่มขึ้น ช่วงนั้นจึงเป็นช่วงเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเมืองพอทสดัม

- ปี 1744 เมืองพอทสดัมกลายเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวราชวงศ์ปรัสเซียโดยสมบูรณ์

- ปี 1745 พระเจ้าเฟรดเดอริกมหาราชได้สร้างราชวังซองซูซี (หรือวังไกลกังวล) ขึ้นในเมืองพอทสดัม

- ปี 1815-1842 เกิดเป็นรัฐบรันเดนบูรก์ขึ้นมา พอทสดัมได้ขึ้นเป็นเมืองหลวงของรัฐ

- ปี 1843-1918 ในช่วงนั้นพอทสดัมโดนเบอร์ลินขึ้นมาแย่งเป็นเมืองหลวงแทน (ซะงั้น แง)

- ปี 1918 ในที่สุดพอทสดัมก็ได้กลับมาเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง เย้

(ความจริงมีเรื่องระหว่างเขตการปกครองภายในรัฐนิดหน่อย แต่แปลแล้วงงๆ ขอต๊ะไว้ก่อนนะก้ะ TvT มีเวลาไว้จะมาเคลียร์)

 

ช่วง WW II

ต่อจากข้างบนน่อ(ช่วงปีอาจจะเลื่อมๆกันหน่อย) อ้างอิงเบอร์ลินนิดหน่อย หลังจากนั้นเบอร์ลินก็ได้ขึ้นป็นเมืองหลวงของปรัสเซียรวมถึงจักรวรรดิเยอรมันในช่วงหลังๆด้วย ตัดสินโดยข้าราชการส่วนมากที่ศาลในเมืองพอทสดัม (ช้ำใจเลยทีนี้)

-          ปี 1914 Emperor Wilhelm II ได้ประกาศสงครามครั้งที่สองใน Neues Palais ทำให้เมืองเสียเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง

-          ปี 1933 มีการจับมืออย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดี พอล ฟอน ฮินเดนเบิร์ก(ประธานาธิบดีเยอรมันคนก่อน)กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในพิธีเปิดที่โบสถ์แกริซันในพอตสดัมเรียกกันในชื่อว่า “Day of Potsdam”  จัดขึ้นเพื่อแสดงความสามัคคีระหว่างขบวนการนาซีกับอภิชนและทหารปรัสเซียเก่า กลายเป็นสัญลักษณ์ของรัฐบาลทหารและลัทธินาซี  รัฐบัญญัติมอบอำนาจ รัฐบัญญัติมอบอำนาจเปลี่ยนรัฐบาลของฮิตเลอร์เป็นเผด็จการตามกฎหมายโดยพฤตินัย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีต่อจากพอล ฟอน ฮินเดนเบิร์ก

-          (ไม่มั่นใจปี) พอทสดัมได้รับความเสียหายรุนแรงจาก WWII /รุนแรงนับจากสงครามสามสิบปี

-          ปี 1945 สงครามยุติ และมีการประชุมตกลงกันที่พอทสดัม  (ซึ่งเรียกกันว่าPotsdam Agreement และ Potsdam Declaration) โดยฝ่ายสัมพันธมิตรตกลงกันถึงเรื่องการแบ่งเขตการปกครองของในเยอรมัน


หลังWWll - สงครามเย็น

-          ปี 1949 พอทสดัมกลายเป็นเยอรมันตะวันออกในปีนั้น และอยู่ในการครอบครองของโซเวียต (เมืองพอทสดัมเป็นสถานที่ไว้ส่งสายลับผ่านสะพานกลีนิคในช่วงสงครามเย็น)

-          ปี 1990 เยอรมันนีได้กลับมารวมกันอีกที  หลังจากนั้นพอทสดัมก็พยายามสร้างทุกอย่างให้คืนสู่สภาพเดิมมากที่สุด (และก็ทำสำเร็จด้วยล่ะ)

 

ปัจจุบัน

พอทสดัมมีมรดกโลกในเมืองมากมายหลังจากการเรียกร้องสิทธิหลายครั้งจะได้เพื่อโดดเด่นระดับชาติและนานาชาติ (มองฉันดิๆๆๆ(?)) เมืองนี้จึงเป็นเมืองหนึ่งที่มีมรดกโลกเยอะมากเลยทีเดียว

 

แหล่งมรดกโลกภายใต้การคุ้มครองของUNESCOในพอทสดัม

ขึ้นทะเบียนปี1990
- พระราชวังและอุทยานซองซูซี(Sanssouci)


พระราชวังซองซูซีเป็นพระราชวังฤดูร้อนที่เป็นที่ประทับของ Frederick the Great ในอดีต ถูกล้อมรอบด้วยอุทยานซองซูซีซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณไม้นานาชนิด พระราชวังนี้ออกแบบและสร้างขึ้นโดย Georg Wenzeslaus von Knobelsdorff ในปี 1745-1747 ตามพระราชประสงค์ของป๋าฟริทซ์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและต้องการพักผ่อนจากพิธีการต่างๆในกรุงเบอร์ลิน ตามชื่อซองซูซีที่แปลได้ว่า"ไกลกังวล" เป็นการแสดงว่าสถานที่แห่งนี้ใช้สำหรับการพักผ่อนหาใช่ที่สำหรับใช้อำนาจ 


(ไร่องุ่นที่ปลูกขึ้นไปตามบันได ประตูเล็กๆเหล่านี้เล่ากันว่าเป็นทางลับที่ใช้เข้าออก ซึ่งมีเกือบพันประตู เลยไม่รู้ว่าประตูไหนคือของจริงกันแน่ (มันแฟนตาซีมาก))

วังซองซูซีมักได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็นคู่แข่งของพระราชวังแวร์ซายส์ในประเทศฝรั่งเศส แต่ซองซูซีจะมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบRococoในขณะที่แวร์ซายส์จะเป็นแบบBaroque และซองซูซีมีขนาดเล็กกว่า มีห้องหลักๆในวังเพียง 10 ห้อง ด้วยความที่ความชอบส่วนพระองค์ขององค์เฟรดริคมีอิทธิพลต่อการออกแบบและการตกแต่งจนเป็นเอกลักษณ์ที่งดงามทำให้มีการกล่าวขานถึงสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้ว่า "โรโคโคแบบเฟรดริค" หรือ "Frederician Rococo" และความรู้สึกของพระองค์ที่มีต่อพระราชวังแห่งนี้นั้นลึกซึ้งมาก(?)ถึงขนาดที่พระองค์ได้นึกคิดไว้ว่า "สถานที่แห่งนี้จะตายไปกับพระองค์"

(หลุมศพของกษัตริย์เฟรดเดอริก)


ภายหลังเมื่อเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในปี 1990 ร่างขององค์เฟรดริคก็ถูกนำกลับมาฝังไว้ที่นี่ตามพระราชประสงค์เดิมของพระองค์ก่อนที่จะเสด็จสวรรคต
- New Garden (Neuer Garten) เป็นอุทยานทางตอนเหนือของพอทสดัม สร้างขึ้นในสมัยของ Frederick William II
ภายในอุทยานมีพระราชวังหินอ่อน หรือ Marble Palace (Marmorpalais) ซึ่งสร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Neoclassical โดย Carl von Gontard และ Carl Gotthard Langhans ถูกสงวนไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของกษัตริย์ผู้มีอารมณ์ติสต์ (มันว่างั้นจริงๆ555) ชื่อพระราชวังมาจากการใช้หินอ่อนไซลีเซียนสีขาวและสีเทาเป็นส่วนประกอบในโครงสร้างและการตกแต่งของวัง
นอกจากนี้ยังมีพระราชวัง Cecilienhof เป็นพระราชวังแห่งสุดท้ายที่สร้างขึ้นโดยราชวงศ์ Hohenzollern ผู้ออกแบบคือ Paul Schultze-Naumburg สร้างขึ้นช่วงปี 1914-1917 ในลักษณะสถาปัตยกรรมแบบTudor(เป็นแนวแบบบ้านในชนบทของอังกฤษ) วังนี้เคยใช้ในการประชุมพอทสดัมในช่วงวันที่ 7 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 1945 ในปัจจุบันวัง Cecilienhof เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และโรงแรม ควีนอลิซาเบ็ธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเคยมาเยี่ยมที่นี่เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2004 และที่วังนี้ก็เคยถูกใช้เป็นที่ประชุมสุดยอดของ G8 อีกด้วย


***การประชุมพอทสดัมเป็นการประชุมของผู้นำจากโซเวียต,สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรที่จะลงความเห็นว่าจะจัดการเรื่องบทลงโทษต่อผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
- พระราชวังและอุทยานBabelsberg ถูกสร้างขึ้นสองช่วงคือในสมัยของเจ้าชายวิลเลียมและสมัยของจักรพรรดิวิลเลียมที่ 1 และออกัสต้าภรรยาของพระองค์ ตัวพระราชวัง Babelsberg เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี1835-1849 ใช้เป็นที่ประทับช่วงฤดูร้อน ส่วนตัวอุทยานสรรค์สร้างโดย Peter Joseph Lenné และเจ้าชายHermann von Pückler-Muskau